en

เป้าหมายและนโยบายด้านการจัดการด้านความยั่งยืน

มิติเศรษฐกิจ
“สร้างการเติบโตทางธุรกิจและ
ผลตอบแทนอย่างยั่งยืน”
เป้าหมาย มุ่งมั่นในการเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน สร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นและรักษาประโยชน์ให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
  • สร้างสรรค์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยนวัตกรรมอันชาญฉลาด โดดเด่น มีเอกลักษณ์ และส่งมอบ ผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพดีเยี่ยม
  • บริหารจัดการธุรกิจให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าและคู่ค้าอันจะนำไปสู่ความสำเร็จในระดับโลกร่วมกัน
  • ดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาลทีดี่ โปร่งใส ตรวจสอบได้ คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
  • บริหารความเสี่ยงแบบองค์รวมอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การจัดการและบริหารห่วงโซ่คุณค่าอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน
มิติสังคม
“สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และ
สร้างสังคมที่ยั่งยืน”
เป้าหมาย มุ่งมั่นในการเป็นองค์กรที่เป็นส่วนหนึ่งการขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืนในระยะยาว
  • ปฏิบัติต่อพนักงานทุกคนโดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกันและความปลอดภัย ในการทำงานเป็นสำคัญ
  • พัฒนาบุคลากรเพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางอาชีพ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี
  • สร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนและสังคม ให้ความรู้และพัฒนาศักยภาพเยาวชน นักศึกษา อันเป็น กลโกสำคัญในการขับเคลื่อน อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และสังคม
  • ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานราชการ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อให้เกิดการนำองค์ความรู้จากการวิจัยและพัฒนาไปใช้งานจริงอันเป็น การส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้อย่างยั่งยืน
มิติสิ่งแวดล้อม
“ผลักดันองค์กรให้เป็น
A Low Carbon Company”
เป้าหมาย มุ่งมั่นในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงานของบริษัท
  • ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงานและกระบวนการผลิตภัณฑ์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน
  • มุ่งเน้นการจัดการขยะภายในองค์กร และลดของเสียจากการผลิตผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินธุรกิจร่วมกันกับลูกค้าและคู่ค้าโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เป็นสำคัญ
นโยบายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน
ดาวน์โหลด ดาวน์โหลด
นโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม
ดาวน์โหลด ดาวน์โหลด
Sustainability Development Working Group
ดาวน์โหลด ดาวน์โหลด

กระบวนการกำหนดและจัดลำดับประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน (Double Materiality Assessment)

กระบวนการกำหนดและจัดลำดับประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน

การกำหนดและจัดลำดับประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนนั้น ทำให้การกำหนดกลยุทธ์ เป้าหมายและการบริหารความเสี่ยงด้านความยั่งยืนขององค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ บริษัทได้นำแนวทางการประเมินแบบ Double Materiality มาใช้ ด้วยการพิจารณาผลกระทบ (Impact) ความเสี่ยง (Risk) และโอกาส (Opportunity) หรือ IROs ในแต่ละประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล กล่าวคือ Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) ซึ่งครอบคลุมทั้งแนวทางของ Global Reporting Initiative (GRI) Standards และ International Financial Reporting Standards (IFRS) Sustainability ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะพิจารณาทั้งในแง่การดำเนินงานของธุรกิจที่ส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อผู้มีส่วนได้เสีย สังคม และสิ่งแวดล้อม (Impact Materiality) และปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อด้านการเงินของธุรกิจ (Sustainability-related financial materiality)

ขั้นตอนการประเมิน Double Materiality แบ่งออกเป็น 7 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

บริษัทเริ่มต้นจากการกำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมินให้ชัดเจน โดยพิจารณาถึงข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกำหนดขอบเขตของการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและขอบเขตของการดำเนินงานขององค์กรที่ต้องได้รับการประเมิน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกได้รับการพิจารณาอย่างครบถ้วน และการประเมินสามารถสะท้อนมุมมองที่รอบด้าน

บริษัทดำเนินการรวบรวมรายการประเด็นด้านความยั่งยืนที่อาจมีนัยสำคัญ โดยอ้างอิงจากการประเมินในอดีต มาตรฐานของอุตสาหกรรม และข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ขั้นตอนนี้ช่วยให้บริษัทสามารถระบุประเด็นที่เกี่ยวข้องได้อย่างครบถ้วน และมั่นใจว่าการประเมินสอดคล้องกับข้อกังวลของอุตสาหกรรม รวมถึงบริบททางธุรกิจขององค์กร

บริษัทดำเนินการจัดกลุ่มประเด็นที่ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ภายใต้หมวดหมู่หลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance: ESG) นอกจากนี้ บริษัทยังพิจารณาเพิ่มหมวดหมู่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เศรษฐกิจ (เพื่อให้เกิดความครอบคลุมและสะดวกต่อการวิเคราะห์ในลำดับถัดไป

บริษัทจัดทำแบบสอบถามเพื่อรวบรวมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสีย โดยเลือกใช้วิธีการเปรียบเทียบแบบการวิเคราะห์ความแตกต่างสูงสุด (MaxDiff Analysis) ซึ่งช่วยลดปัญหาการให้คะแนนที่ใกล้เคียงกันทุกหัวข้อ ทำให้สามารถแยกแยะระดับความสำคัญของแต่ละประเด็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ แบบสำรวจถูกออกแบบให้ผู้ตอบเลือกว่าประเด็นใดมีความสำคัญมากที่สุดและมีความสำคัญน้อยที่สุดในแต่ละกลุ่มหัวข้อ ระหว่างสี่ตัวเลือก โดยดำเนินการสำรวจในสองมุมมองหลัก ได้แก่:

  • Inside-Out Perspective (Impact Materiality): ประเมินผลกระทบของการดำเนินงานของบริษัทต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สิ่งแวดล้อม และสังคม
  • Outside-In Perspective (Sustainability-related financial materiality): ประเมินผลกระทบของปัจจัยภายนอกที่มีต่อผลการดำเนินงานของบริษัท

วิธีการนี้ช่วยให้บริษัทสามารถระบุผลกระทบที่สำคัญด้านความยั่งยืนได้ครอบคลุมทุกมิติ อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาการกระจุกตัวของคะแนน และเพิ่มความแม่นยำในการจัดลำดับความสำคัญของประเด็นต่าง ๆ

เมื่อรวบรวมข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแล้ว บริษัทดำเนินการแปลงคะแนนของแต่ละประเด็นให้อยู่ในรูปแบบของตัวเลขสำหรับทั้งสองมิติ จากนั้นสร้างแผนภาพ Materiality Matrix ซึ่งแสดงระดับความสำคัญของแต่ละประเด็น โดยแบ่งแกนออกเป็นผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล แผนภาพดังกล่าวจะถูกแบ่งออกเป็นโซนความเสี่ยงต่ำ ปานกลาง และสูง เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถระบุประเด็นที่มีความสำคัญสูงสุด

บริษัทนำเสนอผลการประเมินให้คณะกรรมการและ/หรือผู้บริหารสูงสุดพิจารณาตรวจสอบและอนุมัติประเด็นที่มีนัยสำคัญรวมถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แน่ใจว่าการจัดลำดับความสำคัญของประเด็นด้านความยั่งยืนมีความเหมาะสมและพร้อมสำหรับการเปิดเผยข้อมูล

บริษัทดำเนินการเผยแพร่ผลการประเมินให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียทราบพร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อนำไปกำหนดกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนที่ตอบสนองต่อประเด็นสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินการทบทวนการประเมินเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมและความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ผลการจัดลำดับประเด็นด้านความยั่งยืนที่มีนัยสำคัญต่อบริษัทและผู้มีส่วนได้เสีย

Double Materiality Matrix

จากการดำเนินงานตามขั้นตอนข้างต้น ผลการจัดลำดับความสำคัญของประเด็นต่าง ๆ ซึ่งแสดงอยู่ในรูปแบบของแผนภาพ Double Materiality Matrix ตามมุมมอง Inside-Out และ Outside-In สามารถแบ่งได้ตามระดับความสำคัญ Low, Medium, High ดังนี้:

  • ผลกระทบสูง (High Materiality) ประเด็นที่มีผลกระทบสูงต่อทั้งธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ R&D and Innovation, Sustainable Supply Chain Management, Talent Attraction and Retention
  • ผลกระทบปานกลาง (Medium Materiality) ประเด็นที่มีผลกระทบปานกลาง ได้แก่ Climate Change & Energy Management, Regulatory Compliance, Business Ethics, Talent Development, Customer Relationship Management, Social Involvement
  • ผลกระทบต่ำ (Low Materiality) ประเด็นที่มีผลกระทบต่ำต่อธุรกิจหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ Human Rights, Occupational Health and Safety, Waste and Circular, Water Management

ผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่สำคัญ

มิติเศรษฐกิจ
รายได้รวมเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า
มีอัตราความพึงพอใจของลูกค้าอยู่ที่ 94.2%
มีโครงการพัฒนาออกแบบสินค้าทั้งหมดจำนวน 27 โครงการ ซึ่งมีโครงการแล้วเสร็จและเริ่มออกสู่ตลาดแล้วจำนวน 11 โครงการ
ไม่มีคำเตือนที่มีนัยสำคัญจากหน่วยงานกำกับดูแล
ผลการประเมินด้านการกำกับดูแลกิจการในระดับ “ดีเลิศ” จากสถาบันกรรมการบริษัทไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 (Thai Institute of Directors Association)
มีผู้ผลิตเวเฟอร์ที่อยู่ในฐานข้อมูลของบริษัททั้งหมด 3 ราย กล่าวคือ ผู้ผลิตในประเทศสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และสาธารณรัฐประชาชนจีน
มี Turnover rate ในส่วนของวิศวกรในตำแหน่งงานที่สำคัญที่ 3.9% ทั้งนี้มีการดำเนินแผนงานเพื่อรักษาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เช่น Retention Program โดยมีโครงการ EJIP ต่อเนื่องเป็นโครงการที่ 6 เพื่อรักษาพนักงานที่มีศักยภาพโดยสร้างแรงจูงใจและมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของกิจการ และโครงการ Strategic Leadership Development Program ซึ่งเป็นโครงการที่เกี่ยวกับการพัฒนากลุ่มผู้นำและพนักงานที่มีศักยภาพสูงซึ่งเป็นกำลังสำคัญที่พร้อมจะขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน
บริษัทให้ความสำคัญกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ที่พัฒนาคุณภาพให้ดียิ่งขึ้นมีการควบคุมกระบวนการที่เข้มงวดมากขึ้นและการทำงานร่วมกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิด ซึ่งวิธีการเชิงรุกนี้จะช่วยลดการสูญเสียผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง และเสริมสร้างประสิทธิภาพในการผลิตและความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ มีการคาดการณ์อัตราการสูญเสียผลผลิตของบริษัทในช่วงปีล่าสุดจนถึงปี 2570 จึงอยู่ที่ 4%, 3.5% และ 3.2% ตามลำดับ ในปี 2568 ปริมาณของเสียในกระบวนการผลิตอยู่ที่ 3% ซึ่งอยู่ในระดับที่ดีกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้
มิติสังคม
มีการทบทวนหนังสือจริยธรรมธุรกิจและข้อพึงปฏิบัติในการทำงาน (Code of Conduct) จากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท รวมทั้งจัดให้มีการอบรมจริยธรรมธุรกิจแก่บุคลากรทุกคนในองค์กร เพื่อสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว โดยในปี 2568 บริษัทมีสัดส่วนของพนักงานที่ลงนามรับทราบหนังสือจริยธรรมธุรกิจและข้อพึงปฏิบัติในการทำงาน (Code of Conduct) รวมทั้งทำแบบทดสอบความเข้าใจได้คะแนนมากกว่าร้อยละ 80 เป็นสัดส่วนร้อยละ 100 ของพนักงานทั้งหมด อีกทั้ง บริษัทได้ดำเนินกระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence) เพื่อระบุประเด็นและประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในองค์กร
ไม่มีจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ็บป่วย และเสียชีวิตจากการปฏิบัติงาน
ไม่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและความปลอดภัยในการทำงานขึ้นสู่กระบวนศาล
มีการจัดหลักสูตรพัฒนาและฝึกอบรมพนักงาน (ไม่รวม C-Level) เฉลี่ย 28 ชั่วโมง ต่อปีต่อคน
บริษัทได้เชิญคณาจารย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศจากสถาบันชั้นนำและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้ารับการฝึกอบรมร่วมกัน เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง Korea Advanced Institute of Science and Technology (KAIST) เป็นต้น อีกทั้งได้ส่งเสริมความสามารถด้านนวัตกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ให้กับสถาบันการศึกษาหลายแห่งผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ What is Inside a Microcontroller? - A Digital Design Perspective เกี่ยวกับการออกแบบและสร้างนวัตกรรมโดยวิศวกรออกแบบของบริษัท การจัดกิจกรรมแข่งขันทางวิศวกรรมการออกแบบวงจรดิจิทัล การรับนักศึกษาฝึกงานทั้งแบบฤดูร้อนและสหกิจศึกษา การมีส่วนร่วมให้คำแนะนำในการทำโครงงานชั้นปีสี่ (ปริญญาตรี) และมีการจัดกิจกรรม DD Camp อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมสมองกลฝังตัวไทย (TESA) เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศพัฒนาทักษะและความรู้ในด้านที่เกี่ยวข้องกับ FPGA และการออกแบบวงจรรวมดิจิทัล (Digital IC design)
บริษัทร่วมสนับสนุนทุนโครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้กับนักศึกษาระดับปริญญาเอก ในสาขาวิชาเฉพาะทางเกี่ยวกับงานวิจัยและนวัตกรรมที่สำนักงานวิจัยแห่งชาติสนับสนุนประจำปี 2568
มิติสิ่งแวดล้อม
มีการเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (Carbon Footprint for Organization) อย่างต่อเนื่องในขอบเขตที่ 1 และ 2 โดยในปี 2568 มีการเก็บข้อมูลในขอบเขตที่ 3 อย่างสมบูรณ์เป็นปีแรก โดยองค์กรมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง ขอบเขตที่ 1 จำนวน 8 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม ขอบเขตที่ 2 และ 3 จำนวน 117 และ 408 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าตามลำดับโดยมีการทวนสอบข้อมูลโดยผู้ทวนสอบซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) คือหน่วยรับรองการจัดการก๊าซเรือนกระจกมหาวิทยาลัยพะเยา โดย รศ.ดร.ศักดิ์สิทธิ์ อิ่มแมน และผศ.ดร.นพรัตน์ สุริยะไชย
ประชาสัมพันธ์โครงการคัดแยกขยะให้พนักงานปฏิบัติจริงได้อย่างต่อเนื่องจัดการขยะตามกระบวนการ 3R (Reduce Reuse Recycle) อีกทั้งให้ความรู้ความเข้าใจและประโยชน์ของการแยกขยะแก่พนักงานอย่างสม่ำเสมอผ่านช่องทางสื่อสารภายในองค์กร ในส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์ มีการจำหน่ายส่งต่อ (Recycling) ให้บริษัทหรือหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตในการรีไซเคิลแยกชิ้นส่วนที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น โลหะ พลาสติก และแผงวงจรเพื่อลดการทิ้งขยะที่มีสารอันตรายลงสู่สิ่งแวดล้อม
มีการควบคุมการใช้พลังงานไฟฟ้าโดยพิจารณาเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพไปเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน รวมถึงรณรงค์การใช้ไฟฟ้าให้คุ้มค่าภายในสำนักงานทั้งระบบไฟสว่างและระบบปรับอากาศ โดยปี 2568 บริษัทมีการใช้ไฟฟ้ารวม 244,431.20 กิโลวัตต์ -ชั่วโมง ซึ่งลดลงจากปี 2567 ถึงประมาณ 3%
มี Business Partner Code of Conduct ที่มีเนื้อหาครอบคลุมในเรื่องการดำเนินงานโดยคำนึงถึงผลกระทบทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อมสำหรับคู่ค้า ซึ่งในปี 2568 มีคู่ค้าลงนามไปแล้ว 93% ในส่วนของลูกค้า บริษัทมีการร่วมมือให้ข้อมูลการดำเนินงานในเรื่องความยั่งยืนของบริษัทตาม checklist ของลูกค้าแต่ละราย